ทำไมต้องรู้จักพลาสติก 7 ชนิด
พลาสติกเป็นวัสดุที่พบเจอได้ทุกที่ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ขวดน้ำดื่ม กล่องอาหาร ไปจนถึงท่อน้ำในบ้าน แต่หลายคนอาจไม่เคยสังเกตเห็นตัวเลข 1-7 ที่อยู่ด้านล่างของผลิตภัณฑ์พลาสติกเหล่านั้น ตัวเลขเหล่านี้คือ Resin Identification Code หรือรหัสประเภทพลาสติก ซึ่งบอกคุณสมบัติ ข้อจำกัด และความเหมาะสมในการใช้งานของพลาสติกแต่ละชนิด
การรู้จักพลาสติก 7 ชนิดอย่างแท้จริง ช่วยให้คุณเลือกใช้ภาชนะพลาสติกได้อย่างปลอดภัย โดยเฉพาะเมื่อต้องการใส่อาหารหรือเข้าไมโครเวฟ ทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงจากสารเคมีที่อาจปนเปื้อนเข้าสู่อาหาร รวมถึงช่วยให้คุณแยกขยะพลาสติกได้ถูกต้องเพื่อการรีไซเคิลที่มีประสิทธิภาพ
บทความนี้จะพาคุณรู้จักพลาสติกทั้ง 7 ชนิด ผ่านตารางเปรียบเทียบที่เข้าใจง่าย พร้อมแนะนำว่าพลาสติกประเภทไหนเหมาะกับงานใด เพื่อให้คุณใช้พลาสติกได้อย่างฉลาดและปลอดภัยทั้งในบ้านและในธุรกิจ
ตารางเปรียบเทียบพลาสติก 7 ชนิด
| ประเภท | รหัส | ทนความร้อน | เข้าไมโครเวฟ | ปลอดภัยกับอาหาร | ใช้ซ้ำได้ | ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ |
| PET | 1 | ~60-70°C | ❌ | ✅ | ❌ | ขวดน้ำดื่ม ขวดน้ำอัดลม |
| HDPE | 2 | ~80-100°C | ❌ | ✅ | ✅ | ขวดนม ขวดน้ำยาล้างห้องน้ำ |
| PVC | 3 | ~60-80°C | ❌ | ❌ | ❌ | ท่อน้ำ ฉากกั้นผนัง |
| LDPE เข้าไมโครเวฟได้ไหม | 4 | ~70-80°C | ❌ | ✅ | ✅ | พลาสติก 7 ชนิด |
| PP กับ PE PET ต่างกันอย่างไร | 5 | 120-130°C | ✅ | ✅ | ✅ | กล่องอาหาร ฝาขวดน้ำยา |
| PS | 6 | ~70-80°C | ❌ | ❌ | ❌ | แก้วโฟม ถ้วยซอส |
| Other | 7 | แล้วแต่ชนิด | แล้วแต่ | ✅ | ✅ | ขวดน้ำเด็ก BPA-free |
จากตารางเปรียบเทียบข้างต้น จะเห็นได้ว่าพลาสติกแต่ละชนิดมีคุณสมบัติแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดย PP (เบอร์ 5) เป็นพลาสติกที่โดดเด่นที่สุดในด้านความปลอดภัยและความทนทาน สามารถเข้าไมโครเวฟได้ ทนความร้อนสูง และใช้ซ้ำได้ ซึ่งทำให้เป็นตัวเลือกที่แนะนำสำหรับภาชนะใส่อาหาร
พลาสติก 7 ชนิด คืออะไร
PET (Polyethylene Terephthalate) — รหัส 1
PET เป็นพลาสติกที่พบเห็นได้บ่อยที่สุดในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะขวดน้ำดื่มและขวดน้ำอัดลม คุณสมบัติเด่นคือน้ำหนักเบา ใส และกันกระแทกได้ดี ทำให้เหมาะสำหรับบรรจุเครื่องดื่ม
อย่างไรก็ตาม PET ไม่ควรใช้ซ้ำ เพราะรอยขีดข่วนบนผิวสามารถเป็นที่สะสมของแบคทีเรียได้ และไม่ควรเข้าไมโครเวฟเด็ดขาด เพราะทนความร้อนได้เพียง 60-70 องศาเซลเซียส การนำไปอุ่นในไมโครเวฟอาจทำให้มีสารเคมีปนเปื้อนอาหาร รวมถึงทำให้ขวดเสียรูปทรง
HDPE (High-Density Polyethylene) — รหัส 2
HDPE เป็นพลาสติกที่ได้รับการยอมรับว่าปลอดภัยมากที่สุดประเภทหนึ่ง มีความแข็งแรงสูง ทนการกระแทก และสารเคมีไม่สามารถซึมผ่านผิวได้ จึงนิยมใช้ทำขวดนม ขวดน้ำยาล้างห้องน้ำ และภาชนะที่ต้องการความปลอดภัยสูง
HDPE สามารถใช้ซ้ำได้ และสามารถนำไปรีไซเคิลได้ง่าย แต่ไม่ควรเข้าไมโครเวฟ เพราะไม่ทนความร้อนสูงมากนัก หากต้องการอุ่นอาหาร ควรเทออกไปใส่ภาชนะแก้วหรือเซรามิกแทน
PVC (Polyvinyl Chloride) — รหัส 3
PVC เป็นพลาสติกที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมก่อสร้าง เช่น ท่อน้ำ ฉากกั้นผนัง กรอบหน้าต่าง และพื้นลายยาง คุณสมบัติเด่นคือทนทาน ไม่เป็นสนิม และราคาถูก
แต่สำหรับการใช้งานกับอาหาร ห้ามใช้ PVC โดยเด็ดขาด เพราะมีสาร DEHP (Di-2-ethylhexyl phthalate) ซึ่งเป็นสารเคมีที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อระบบฮอร์โมนและสุขภาพ โดยเฉพาะในเด็กและหญิงตั้งครรภ์ หากพบผลิตภัณฑ์พลาสติกเบอร์ 3 ที่ทำเป็นภาชนะใส่อาหาร ไม่ควรซื้อโดยเด็ดขาด
LDPE (Low-Density Polyethylene) — รหัส 4
LDPE มีลักษณะนุ่มและยืดหยุ่นกว่า HDPE เพราะมีความหนาแน่นต่ำกว่า นิยมใช้ทำถุงพลาสติกหูหิ้ว ฟิล์มหด ถุงดรายและถุงแช่แข็ง รวมถึงฝาขวดบางชนิด
LDPE ปลอดภัยสำหรับอาหาร และสามารถใช้ซ้ำได้ แต่ไม่ทนความร้อนสูง จึงไม่ควรเข้าไมโครเวฟ เหมาะสำหรับบรรจุอาหารเย็นหรืออาหารที่ไม่ต้องอุ่น เช่น ผลไม้ ขนมเค้ก หรืออาหารแห้ง
PP (Polypropylene) — รหัส 5
PP เป็นพลาสติกที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น ตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับภาชนะใส่อาหาร มีจุดเด่นหลายประการ ได้แก่ ทนความร้อนได้สูงถึง 120-130 องศาเซลเซียส สามารถเข้าไมโครเวฟได้อย่างปลอดภัย กันน้ำมันและไขมันได้ดี ไม่มีสาร BPA และสามารถใช้ซ้ำได้
PP มักพบเห็นได้ในกล่องอาหาร ฝาขวดน้ำยาปรุงอาหาร หลอดดูดน้ำ ช้อนส้อมพลาสติก และภาชนะอาหารสำเร็จรูป ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่นและความปลอดภัยสูง PP จึงเป็นพลาสติกที่แนะนำสำหรับทั้งการใช้ในครัวเรือนและธุรกิจร้านอาหาร
PS (Polystyrene) — รหัส 6
PS หรือที่รู้จักกันดีในชื่อโฟม นิยมใช้ทำแก้วน้ำโฟม ถ้วยซอส ถาดอาหาร และกล่องบรรจุอาหารฟาสต์ฟู้ด ราคาถูกและน้ำหนักเบา แต่มีข้อเสียหลายประการ
PS มีสาร Styrene ซึ่งมีแนวโน้มเป็นสารก่อมะเร็งตามการจัดอันดับของ IARC (International Agency for Research on Cancer) โดยเฉพาะเมื่อได้รับความร้อนสูง นอกจากนี้ PS ยังเป็นพลาสติกที่ย่อยสลายยาก และเมื่อถูกความร้อนจะปล่อยสารเคมีออกมา จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ PS กับอาหารร้อนหรือเข้าไมโครเวฟ
Other (Other Plastics) — รหัส 7
รหัส 7 ครอบคลุมพลาสติกประเภทอื่นๆ ที่ไม่ใช่ 1-6 ซึ่งมีหลายชนิดย่อย เช่น Polycarbonate (PC), Acrylic, Nylon และพลาสติกผสม
PC เคยเป็นพลาสติกยอดนิยมสำหรับขวดน้ำเด็กและภาชนะอาหาร แต่พบว่ามีสาร BPA ที่สามารถปนเปื้อนอาหารได้ โดยเฉพาะเมื่อได้รับความร้อน ปัจจุบันจึงนิยมใช้ PP หรือ HDPE แทน
สำหรับผลิตภัณฑ์เบอร์ 7 ที่ระบุว่า BPA-free หรือ Tritan ถือว่าปลอดภัยและสามารถใช้งานได้ แต่ควรตรวจสอบวัสดุที่แท้จริงก่อนซื้อ และหลีกเลี่ยงพลาสติกเบอร์ 7 ที่ไม่ระบุชัดเจนว่าเป็นชนิดใด

พลาสติกประเภทไหนเหมาะกับงานอะไร
สำหรับภาชนะใส่อาหารและเครื่องดื่ม
หากต้องการภาชนะใส่อาหารที่ใช้ได้ทุกสถานการณ์ PP (เบอร์ 5) คือคำตอบ กล่องอาหาร PP เหมาะสำหรับเก็บอาหารในตู้เย็น นำไปอุ่นในไมโครเวฟ และสามารถล้างใช้ซ้ำได้หลายครั้ง ฝาขวด PP ก็เหมาะสำหรับบรรจุน้ำปั่นหรือเครื่องดื่มที่ต้องการความสะดวก
สำหรับเครื่องดื่มบรรจุขวด HDPE (เบอร์ 2) เหมาะสำหรับนมและน้ำผลไม้ที่ต้องการเก็บรักษาความสด แต่ PET (เบอร์ 1) เหมาะสำหรับเครื่องดื่มที่ดื่มแล้วทิ้ง ไม่ควรเก็บขวด PET ไว้ใช้ซ้ำ
สำหรับงานครัวและการปรุงอาหาร
ในครัวที่ต้องการความสะดวกในการอุ่นอาหาร แนะนำเลือกใช้ภาชนะพลาสติก PP เป็นหลัก ทั้งกล่องเก็บอาหาร หม้อพลาสติก PP และช้อนส้อมที่ทนความร้อน หลีกเลี่ยงการใช้ PS หรือโฟมสำหรับอาหารร้อน เพราะจะทำให้สาร Styrene ปนเปื้อนอาหาร
สำหรับการห่ออาหาร LDPE (เบอร์ 4) หรือพลาสติกแบบฟิล์มเหมาะสำหรับห่อผักผลไม้หรืออาหารที่ไม่ต้องอุ่น แต่ไม่ควรใช้ฟิล์มพลาสติกที่ไม่ระบุชนิดกับอาหารร้อนหรือเข้าไมโครเวฟ
สำหรับธุรกิจร้านอาหารและบริการอาหาร
ธุรกิจร้านอาหารควรเลือกใช้ภาชนะพลาสติกที่ปลอดภัยและเหมาะกับการใช้งานจริง กล่องอาหารปิ่นโตแบบ PP รองรับทั้งอาหารร้อนและเย็น ทนการรั่วซึม และสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ช่วยลดต้นทุนในระยะยาว
สำหรับอาหารจัดส่ง ควรเลือกกล่อง PP ที่มีฝาปิดสนิท ทนการกระแทกระหว่างขนส่ง และไม่ปล่อยกลิ่นหรือสารเคมีเข้าอาหาร หลีกเลี่ยงการใช้ภาชนะ PS เพราะเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพของลูกค้าและภาพลักษณ์ของร้าน
สำหรับการใช้งานในบ้านและสำนักงาน
นอกเหนือจากภาชนะใส่อาหาร พลาสติกแต่ละชนิดยังเหมาะกับงานอื่นๆ ในบ้าน PVC (เบอร์ 3) เหมาะสำหรับท่อน้ำและอุปกรณ์ตกแต่งที่ไม่สัมผัสอาหารโดยตรง ส่วน HDPE (เบอร์ 2) เหมาะสำหรับภาชนะเก็บสารเคมีในโรงอาหารหรือโรงงาน
สำหรับของใช้ในสำนักงาน กล่องเก็บเอกสารหรือที่วางของที่ทำจาก PP หรือ HDPE มีความแข็งแรงทนทาน น้ำหนักเบา และสามารถใช้งานได้ยาวนาน
สรุป: พลาสติกที่แนะนำสำหรับบ้านและธุรกิจ
จากการเปรียบเทียบพลาสติกทั้ง 7 ชนิดข้างต้น สรุปได้ว่า PP (เบอร์ 5) คือพลาสติกที่แนะนำให้ใช้เป็นอันดับหนึ่งสำหรับภาชนะใส่อาหาร ทั้งในครัวเรือนและธุรกิจร้านอาหาร เพราะทนความร้อนสูง เข้าไมโครเวฟได้ ปลอดภัยต่อสุขภาพ และใช้ซ้ำได้
HDPE (เบอร์ 2) เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับขวดบรรจุเครื่องดื่มและภาชนะเก็บอาหารที่ไม่ต้องอุ่น มีความปลอดภัยสูงและสารเคมีไม่ซึมผ่าน ส่วน LDPE (เบอร์ 4) เหมาะสำหรับถุงบรรจุและฟิล์มห่ออาหารเย็น
ในทางกลับกัน ควรหลีกเลี่ยง PVC (เบอร์ 3) และ PS (เบอร์ 6) สำหรับการสัมผัสอาหาร เพราะมีสารเคมีที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ส่วน PET (เบอร์ 1) ควรใช้แล้วทิ้ง ไม่ควรนำกลับมาใช้ซ้ำ
การเลือกใช้พลาสติกอย่างฉลาดไม่เพียงช่วยปกป้องสุขภาพของคุณและครอบครัว แต่ยังช่วยลดขยะพลาสติกและสนับสนุนการรีไซเคิลที่มีประสิทธิภาพอีกด้วย
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ทำไมพลาสติก PP (เบอร์ 5) ถึงแนะนำสำหรับอาหารมากที่สุด
PP มีจุดเด่นหลายประการ ได้แก่ ทนความร้อนได้สูงถึง 120-130 องศาเซลเซียส เข้าไมโครเวฟได้อย่างปลอดภัย ไม่มีสาร BPA และสารเคมีไม่ซึมผ่านผิว ทำให้เหมาะกับการใช้งานทุกรูปแบบตั้งแต่เก็บอาหารในตู้เย็นไปจนถึงอุ่นในไมโครเวฟ
ขวดน้ำดื่ม PET (เบอร์ 1) สามารถนำมาใช้ซ้ำได้หรือไม่
ไม่แนะนำให้นำขวด PET มาใช้ซ้ำ เพราะมีรอยขีดข่วนที่เป็นที่สะสมของแบคทีเรีย รวมถึงเมื่อได้รับความร้อนสูงอาจปล่อยสารเคมีปนเปื้อนน้ำ ควรใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งลงถังขยะที่ถูกต้องหรือนำไปรีไซเคิล
ถุงพลาสติก LDPE (เบอร์ 4) เข้าไมโครเวฟได้หรือไม่
ไม่ควรนำถุง LDPE เข้าไมโครเวฟ เพราะทนความร้อนได้เพียง 70-80 องศาเซลเซียส หากต้องการห่ออาหารเข้าไมโครเวฟ ควรใช้ฝาครอบพลาสติก PP หรือกระดาษรองอาหารแทน
สนใจสั่งผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกตามสั่ง?
ดูรายละเอียดสั่งผลิตเฉพาะแบบ → | ติดต่อทีมงาน →




