หลายครั้งที่คุณอาจสังเกตเห็นตัวเลข 1, 2, 5 บนก้นขวดพลาสติกหรือภาชนะใส่อาหาร
คำตอบอยู่ในระบบ Resin Identification Code ที่องค์การสหประชาชาติกำหนดขึ้นเพื่อจำแนกประเภทพลาสติกตามวัตถุดิบที่ใช้ผลิต ซึ่งแต่ละชนิดมีคุณสมบัติ ข้อจำกัด และความเหมาะสมในการใช้งานแตกต่างกัน โดยเฉพาะเมื่อต้องสัมผัสกับอาหารและเครื่องดื่มโดยตรง
บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า พลาสติกแต่ละประเภทเหมาะกับอาหารประเภทใด ข้อควรระวังที่ผู้ประกอบการร้านอาหารและครอบครัวควรรู้ และแนวทางบรรจุภัณฑ์อาหารปลอดภัยเพื่อสุขภาพที่ดีของคนที่คุณรัก

ทำไมต้องใส่ใจเรื่องพลาสติกบรรจุภัณฑ์อาหาร?
การเลือก บรรจุภัณฑ์อาหารปลอดภัย ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะพลาสติกที่ไม่เหมาะสมอาจปล่อยสารเคมีอันตรายลงสู่อาหารได้ โดยเฉพาะเมื่อโดนความร้อน ถูกแสงแดด หรือเก็บรักษาไว้นานเกินไป
สำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารในประเทศไทย การใช้บรรจุภัณฑ์ที่ถูกต้องตามมาตรฐานยังเป็นข้อกำหนดทางกฎหมายด้วย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้กำหนดมาตรฐานความปลอดภัยของวัสดุสัมผัสอาหารไว้อย่างชัดเจน ผู้ประกอบการที่ฝ่าฝืนอาจถูกลงโทษทั้งทางแพ่งและทางอาญา
ส่วนครอบครัวที่บ้าน ความรู้เรื่องพลาสติกบรรจุภัณฑ์อาหารช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะเมื่อต้องพลาสติกเข้าไมโครเวฟได้ไหมหรือใส่อาหารร้อน เพราะสารเคมีบางชนิดจะเคลื่อนย้ายจากพลาสติกสู่อาหารเร็วขึ้นเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น
> ข้อควรจำ: ไม่ใช่พลาสติกทุกชนิดที่ผ่านมาตรฐานfood grade จะใช้กับอาหารทุกประเภทได้ ความเหมาะสมขึ้นอยู่กับชนิดของอาหาร อุณหภูมิ และระยะเวลาการสัมผัส

พลาสติกบรรจุภัณฑ์อาหาร 7 ชนิด ตัวเลข 1-7 หมายความว่าอย่างไร
ระบบ Resin Identification มีพลาสติกทั้งหมด 7 ประเภท โดยแต่ละประเภทมีตัวเลขกำกับไว้ในสามเหลี่ยมลูกศร เพื่อให้ผู้บริโภคและผู้ประกอบการสามารถระบุชนิดพลาสติกได้ง่าย
หมายเลข 1 — PET หรือ PETE (Polyethylene Terephthalate)
PET เป็นพลาสติกที่พบเห็นได้บ่อยที่สุดในชีวิตประจำวัน ใช้ทำขวดน้ำดื่ม ขวดเครื่องดื่ม และภาชนะบรรจุอาหารทั่วไป พลาสติกชนิดนี้มีความใส เบา และกันก๊าซได้ดี
ข้อดี:
- ใส ดูสวยงาม เห็นเนื้ออาหารภายใน
- กันความชื้นและก๊าซได้ดีเยี่ยม
- น้ำหนักเบา ขนส่งสะดวก
- รีไซเคิลได้ง่าย (รับซื้อขวด PET ราคาดีในตลาดมือสอง)
ข้อจำกัด:
- ไม่ควรใช้ซ้ำหลายครั้ง เพราะรูพรุนเล็กๆ บนผิวจะสะสมเชื้อแบคทีเรีย
- ไม่ทนความร้อนสูง (ทนได้ประมาณ 60-70°C)
- ไม่เหมาะกับอาหารร้อนจัดหรืออาหารที่มีไขมันสูงเป็นเวลานาน
เหมาะกับ: น้ำดื่ม เครื่องดื่มเย็น น้ำผลไม้ อาหารแห้งบรรจุกระป๋อง
หมายเลข 2 — HDPE (High-Density Polyethylene)
HDPE เป็นพลาสติกที่มีความหนาแน่นสูง มีลักษณะทึบแสงหรือขาวขุ่น พบเห็นได้ในถังนม ขวดน้ำยาล้างจาน และถุงหูหิ้วบางประเภท
ข้อดี:
- ทนความร้อนได้ดี (สูงสุดประมาณ 110-130°C)
- มีความแข็งแรง ทนต่อแรงกระแทก
- ไม่ปล่อยสารเคมีในปริมาณที่เป็นอันตราย
- รีไซเคิลได้กว้างขวาง
ข้อจำกัด:
- ลักษณะทึบทำให้มองไม่เห็นเนื้อในอาหาร
- ไม่เหมาะกับอาหารที่ต้องการความสวยงาม
เหมาะกับ: นมสด โยเกิร์ต อาหารแช่แข็ง น้ำผลไม้บรรจุขวดใหญ่
หมายเลข 3 — PVC (Polyvinyl Chloride)
PVC เป็นพลาสติกที่มีความยืดหยุ่นและใส มักใช้ทำแผ่นพลาสติกห่ออาหาร เครื่องสำอาง และสินค้าอุปโภคบริโภคอื่นๆ

ข้อดี:
- ใส ยืดหยุ่นดี ราคาถูก
- กันน้ำและความชื้นได้ดี
ข้อจำกัด:
- มีสาร Plasticizer (phthalates) ที่อาจเป็นอันตรายต่อระบบต่อมไร้ท่อ
- ไม่แนะนำให้ใช้กับอาหารโดยตรง โดยเฉพาะอาหารร้อน
- การเผาไหม้ PVC ปล่อยสารพิษ
คำแนะนำ: หลีกเลี่ยงการใช้ PVC สัมผัสอาหารโดยตรง เลือกแผ่นพลาสติกห่ออาหารที่ระบุว่า “BPA-Free” และ “Food-Safe” แทน
หมายเลข 4 — LDPE (Low-Density Polyethylene)
LDPE มีความหนาแน่นต่ำ ลักษณะนิ่มและยืดหยุ่น ใช้ทำถุงพลาสติก ฟิล์มหด และภาชนะบรรจุอาหารบางประเภท
ข้อดี:
- ยืดหยุ่นสูง ไม่แตกง่าย
- ทนความร้อนได้ระดับปานกลาง (ประมาณ 80-100°C)
- ปลอดภัยในระดับสูง สารเคมีแทบไม่เคลื่อนย้าย
ข้อจำกัด:
- ไม่ทนต่อกรดเข้มข้นหรือตัวทำละลาย
- ไม่เหมาะกับอาหารที่ต้องการความแข็งแรงสูง
เหมาะกับ: ถุงใส่ขนมปัง ฟิล์มหดบรรจุผักผลไม้ ถุงอาหารในซูเปอร์มาร์เก็ต
หมายเลข 5 — PP (Polypropylene) — ดาวเด่นแห่งวงการบรรจุภัณฑ์อาหาร
PP คือพลาสติกที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับบรรจุภัณฑ์อาหาร ใช้ทำภาชนะใส่อาหารทั่วไป ฝาขวด และภาชนะทนความร้อนได้ดีเยี่ยม
ข้อดี:
- ทนความร้อนได้สูงถึง 130-140°C สามารถเข้าไมโครเวฟได้
- ทนต่อกรดและด่างได้ดี
- ไม่ปล่อยสารเคมีอันตรายเมื่อใช้งานปกติ
- แข็งแรงพอสมควร รักษารูปทรงได้ดี
- รีไซเคิลได้
ข้อจำกัด:
- ราคาสูงกว่าพลาสติกชนิดอื่นเล็กน้อย
- ไม่ค่อยใสเท่า PET
เหมาะกับ: กล่องอาหารที่ต้องอุ่นในไมโครเวฟ ภาชนะใส่สตาร์ทอาหาร ขวดน้ำผลไม้ ฝาขวดน้ำดื่มส่วนใหญ่
> เคล็ดลับจากผู้เชี่ยวชาญ: หากต้องเลือกซื้อภาชนะพลาสติกเพียงอย่างเดียวสำหรับครัวเรือน ให้เลือก PP (หมายเลข 5) เพราะใช้ได้กับทั้งอาหารเย็น อาหารร้อน และอุ่นในไมโครเวฟได้อย่างปลอดภัย

หมายเลข 6 — PS (Polystyrene)
PS หรือที่รู้จักกันในชื่อ “โฟม” มีทั้งแบบแข็ง (PS ธรรมดา) และแบบโฟม (Expandable PS หรือ EPS) ใช้ทำถ้วยกาแฟ ไมโครเวฟคัพ กล่องอาหารฟาสต์ฟู้ด และภาชนะใส่เนื้อสัตว์ในซูเปอร์มาร์เก็ต
ข้อดี:
- ราคาถูกมาก
- น้ำหนักเบามาก ขนส่งสะดวก
- ฉาบกันความร้อนได้ดี (แบบโฟม)
ข้อจำกัด:
- ไม่ทนความร้อน เมื่อโดนร้อนจัดจะอ่อนตัวและปล่อยสาร Styrene
- สาร Styrene ถูกจัดอยู่ในกลุ่มสารที่อาจก่อมะเร็ง (Group 2A IARC)
- ย่อยสลายยาก เป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก
- หลายประเทศเริ่มห้ามใช้โฟมในบรรจุภัณฑ์อาหาร
เหมาะกับ: อาหารแห้ง อาหารเย็น ไม่แนะนำให้ใช้กับอาหารร้อน
คำแนะนำ: หลีกเลี่ยงการใส่อาหารร้อนจัดลงในภาชนะ PS โดยเด็ดขาด รอให้อาหารเย็นลงเสียก่อน
หมายเลข 7 — Other (พลาสติกชนิดอื่นๆ)
หมายเลข 7 ครอบคลุมพลาสติกที่ไม่เข้ากลุ่ม 1-6 ซึ่งรวมถึง:
Polycarbonate (PC) — เคยได้รับความนิยมมากในขวดน้ำดื่มก่อนที่จะพบว่าปล่อย BPA (Bisphenol A) ซึ่งเป็นสารรบกวนระบบต่อมไร้ท่อ ปัจจุบันหลายประเทศห้ามใช้ PC สัมผัสอาหาร
Tritan — พลาสติกรุ่นใหม่ที่ไม่มี BPA ใช้แทน PC ได้ ทนความร้อนได้ดี แต่ราคาสูง
Bioplastics — พลาสติกที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ เช่น ข้าวโพด มันฝรั่ง ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ
ข้อควรระวัง: เมื่อเห็นสัญลักษณ์หมายเลข 7 ให้ตรวจสอบว่าเป็นพลาสติกชนิดใด โดยดูจากฉลากเพิ่มเติม หากไม่ระบุชัดเจน ให้สันนิษฐานว่าไม่ปลอดภัยสำหรับอาหารจนกว่าจะพิสูจน์เป็นอย่างอื่น

ตารางเปรียบเทียบพลาสติกบรรจุภัณฑ์อาหารตามความเหมาะสม

ระดับความปลอดภัยของพลาสติกบรรจุภัณฑ์อาหาร: มาตรฐานไทยและสากล

ในประเทศไทย มาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับ พลาสติกบรรจุภัณฑ์อาหาร มีหลายฉบับ โดยหลักๆ คือ:
มาตรฐาน มอก. 2514-2556 (พลาสติกสัมผัสอาหาร)
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กำหนดรายการสารที่ต้องห้ามใช้และต้องจำกัดปริมาณในพลาสติกที่สัมผัสอาหาร เช่น:
- สารหนู (Arsenic) — ต้องน้อยกว่า 0.01%
- สารตะกั่ว (Lead) — ต้องน้อยกว่า 0.01%
- สารเคมีบางกลุ่ม — ต้องไม่เกินค่าที่กำหนดเมื่อทดสอบการเคลื่อนย้าย
ผู้ประกอบการที่ผลิตหรือนำเข้าบรรจุภัณฑ์พลาสติกต้องมีใบรับรองมาตรฐานจากห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรอง
ข้อกำหนด EU และ FDA สหรัฐอเมริกา
สำหรับผู้ประกอบการที่ส่งออกหรือใช้บรรจุภัณฑ์นำเข้า ควรทราบข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของประเทศปลายทางเป็นอย่างดี เพราะแต่ละประเทศมีมาตรฐานที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปที่มีกฎระเบียบเข้มงวดเป็นพิเศษ บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจมาตรฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับบรรจุภัณฑ์พลาสติกสำหรับอาหาร พร้อมแนะนำวิธีเลือกใช้ให้ถูกต้องและปลอดภัย
Food Grade คืออะไร? ต่างจากพลาสติกทั่วไปอย่างไร?

นิยาม Food Grade Certification
Food Grade หมายถึง พลาสติกที่ได้รับการรับรองว่าปลอดภัยสำหรับการสัมผัสอาหารโดยตรง พลาสติกประเภทนี้ผ่านการทดสอบทางเคมีและทางกายภาพตามมาตรฐานสากล เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีสารเคมีที่เป็นอันตรายปนเปื้อนลงสู่อาหารในระดับที่เกินขีดจำกัดที่กำหนด Food Grade certification ไม่ใช่แค่การประกาศจากผู้ผลิต แต่ต้องผ่านการทดสอบโดยห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรอง เช่น ISO 17025 และได้รับใบรับรองที่ชัดเจน
มาตรฐาน FDA และ อย. ไทย
ในประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กำหนดมาตรฐานบรรจุภัณฑ์พลาสติกสัมผัสอาหารตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข พลาสติกที่จะใช้บรรจุอาหารในประเทศไทยต้องได้รับอนุญาตจาก อย. และต้องแสดงเครื่องหมายนำทางอาหาร (Food Navigation Mark) บนบรรจุภัณฑ์ สำหรับการส่งออกไปสหรัฐอเมริกา ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบ FDA 21 CFR ซึ่งกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับสารที่อนุญาตให้ใช้ในพลาสติกแต่ละประเภท รวมถึงขีดจำกัดการย้ายถ่ายสาร (Specific Migration Limit)
วิธีตรวจสอบ Food Grade จากฉลาก
ผู้บริโภคและผู้ประกอบการสามารถตรวจสอบได้จากฉลากหรือสัญลักษณ์บนบรรจุภัณฑ์ โดยให้สังเกตเครื่องหมายแจ้งว่า “Food Safe” หรือ “Food Grade” บนบรรจุภัณฑ์ รวมถึงตัวเลข Recycling Code (1-7) ที่บอกประเภทพลาสติก และควรตรวจสอบว่ามีเครื่องหมายรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น อย. หรือ FDA หากเป็นผลิตภัณฑ์นำเข้า นอกจากนี้ ผู้ประกอบการควรขอเอกสาร Certificate of Analysis (COA) หรือ Food Grade Certificate จากผู้ผลิตเพื่อยืนยันความปลอดภัย
เกรดอื่นๆ: Industrial Grade, Medical Grade
นอกจาก Food Grade แล้ว ยังมีเกรดพลาสติกอื่นๆ ที่ต้องทำความเข้าใจ Industrial Grade เป็นพลาสติกที่ใช้ในอุตสาหกรรมทั่วไป ไม่ผ่านการทดสอบความปลอดภัยสำหรับอาหาร จึงไม่ควรนำมาใช้บรรจุอาหารเด็ดขาด Medical Grade เป็นพลาสติกที่ได้รับการรับรองสำหรับใช้ในทางการแพทย์ มีมาตรฐานสูงกว่า Food Grade แต่มีราคาแพงกว่ามาก จึงไม่คุ้มค่าสำหรับการใช้งานทั่วไป ผู้ประกอบการควรเลือกใช้เฉพาะ Food Grade เท่านั้นสำหรับบรรจุภัณฑ์อาหาร
วิธีอ่านฉลากบนภาชนะพลาสติก สำหรับอาหาร

ตัวเลข 1-7 บนภาชนะบอกอะไร
ตัวเลขที่อยู่ในสามเหลี่ยมลูกศร (Resin Identification Code) บนภาชนะพลาสติก บอกถึงประเภทของพลาสติกที่ใช้ผลิต ตัวเลข 1 คือ PET (Polyethylene Terephthalate) เหมาะสำหรับเครื่องดื่ม ตัวเลข 2 คือ HDPE (High-Density Polyethylene) เหมาะสำหรับนมและอาหารแห้ง ตัวเลข 3 คือ PVC (Polyvinyl Chloride) ไม่แนะนำสำหรับอาหาร ตัวเลข 4 คือ LDPE (Low-Density Polyethylene) เหมาะสำหรับถุงหูร้องเบา ตัวเลข 5 คือ PP (Polypropylene) เป็นพลาสติกที่ทนความร้อนได้ดีที่สุด เหมาะสำหรับอาหารร้อน ตัวเลข 6 คือ PS (Polystyrene) หรือโฟม ไม่แนะนำสำหรับอาหารร้อน และตัวเลข 7 คือ Other ซึ่งรวมพลาสติกผสมหลายชนิด ต้องตรวจสอบเพิ่มเติมว่าเหมาะสำหรับอาหารหรือไม่
สัญลักษณ์ Food Safe, Microwave Safe
สัญลักษณ์ Food Safe หมายความว่าภาชนะนั้นผ่านการทดสอบและปลอดภัยสำหรับสัมผัสอาหาร สัญลักษณ์ Microwave Safe หมายความว่าสามารถนำเข้าไมโครเวฟได้โดยไม่เกิดอันตราย อย่างไรก็ตาม ควรระวังว่าแม้จะเป็น Microwave Safe ก็อาจไม่เหมาะสำหรับทุกประเภทอาหาร เช่น อาหารที่มีไขมันสูงหรือน้ำตาลสูงอาจทำให้พลาสติกร้อนเกินไป สัญลักษณ์ Dishwasher Safe บอกว่าสามารถล้างในเครื่องล้างจานได้ แต่ควรตรวจสอบด้วยว่าเป็นช่องบนหรือช่องล่าง เพราะอุณหภูมิในแต่ละช่องแตกต่างกัน
ข้อควรระวังเมื่อซื้อภาชนะพลาสติก
ก่อนซื้อภาชนะพลาสติกสำหรับอาหาร ควรตรวจสอบหลายประการ ประการแรก ดูว่ามีเครื่องหมาย Food Grade หรือไม่ ประการที่สอง ตรวจสอบตัวเลข Recycling Code ว่าเป็นประเภทที่เหมาะสมกับการใช้งาน ประการที่สาม สังเกตลักษณะของพลาสติกว่าใส ไม่มีสีฟุ้ง หรือกลิ่นเคมีรุนแรง ประการที่สี่ ซื้อจากร้านที่น่าเชื่อถือและมีแหล่งที่มาชัดเจน ประการที่ห้า หลีกเลี่ยงภาชนะที่ไม่มีฉลากหรือไม่ระบุข้อมูลผู้ผลิต การระวังเหล่านี้จะช่วยให้คุณเลือกซื้อภาชนะพลาสติกที่ปลอดภัยสำหรับใช้กับอาหารได้อย่างมั่นใจ
พลาสติกบรรจุภัณฑ์อาหารยอดนิยมในตลาดไทย

กล่องพลาสติกใส่อาหาร
กล่องพลาสติก PP (Polypropylene) เป็นบรรจุภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในตลาดไทย ด้วยคุณสมบัติที่ทนความร้อนได้ถึง 100-130 องศาเซลเซียส จึงเหมาะสำหรับบรรจุอาหารร้อนและสามารถนำเข้าไมโครเวฟได้ กล่อง PP มีความแข็งแรงพอสมควร ไม่แตกง่าย และทนสารเคมีได้ดี นิยมใช้ในร้านอาหาร ร้านข้าวแกง ซูเปอร์มาร์เก็ต และการบริโภคในครัวเรือน ข้อดีอีกอย่างคือ PP สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้หลายครั้งหากไม่มีรอยแตกร้าว และสามารถรีไซเคิลได้ในระบบที่มีอยู่ในประเทศไทย
ถุงพลาสติก HDPE สำหรับอาหารแห้ง
ถุงพลาสติก HDPE (High-Density Polyethylene) เป็นที่นิยมอย่างมากสำหรับบรรจุอาหารแห้ง เช่น ข้าว แป้ง น้ำตาล ถั่ว และเครื่องเทศ HDPE มีคุณสมบัติกันความชื้นได้ดี ทนสารเคมี และไม่ทำปฏิกิริยากับอาหาร ถุง HDPE มีหลายขนาดตั้งแต่ถุงเล็กจิ๋วสำหรับเครื่องปรุงไปจนถึงถุงใหญ่สำหรับบรรจุข้าวสาร ผู้ประกอบการควรเลือกใช้ถุง HDPE ที่มีสัญลักษณ์ Food Grade ชัดเจน และควรหลีกเลี่ยงการใช้ถุง HDPE ที่ไม่ได้ผลิตมาเพื่อบรรจุอาหาร เพราะอาจมีสารเคมีปนเปื้อน
ขวด PET สำหรับเครื่องดื่ม
ขวด PET (Polyethylene Terephthalate) เป็นบรรจุภัณฑ์มาตรฐานสำหรับเครื่องดื่มทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นน้ำดื่ม น้ำหวาน น้ำผลไม้ และเครื่องดื่มชูกำลัง PET มีความใส ดูสวยงาม น้ำหนักเบา และกันแก๊สได้ดี ทำให้เครื่องดื่มคงสภาพได้นาน ขวด PET เป็นพลาสติกประเภทที่รีไซเคิลได้มากที่สุดในปัจจุบัน แต่ข้อจำกัดคือไม่ทนความร้อนสูง จึงไม่ควรนำเข้าไมโครเวฟหรือใช้บรรจุเครื่องดื่มร้อน ผู้ประกอบการที่ผลิตเครื่องดื่มควรเลือกขวด PET ที่ผ่านมาตรฐาน อย. และมีขีดความสามารถในการกันแสง UV หากจำเป็น
ถ้วยและฝาพลาสติก PP สำหรับร้านกาแฟ ร้านอาหาร
อุตสาหกรรมร้านกาแฟและร้านอาหารในประเทศไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความต้องการถ้วยและฝาพลาสติก PP เพิ่มสูงขึ้นมาก PP เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการบริการเครื่องดื่มร้อน เพราะทนความร้อนได้ดีและไม่ปล่อยสารเคมีเมื่อสัมผัสความร้อน ถ้วย PP มีทั้งแบบใสและแบบสี ขนาดตั้งแต่ 8 ออนซ์ไปจนถึง 32 ออนซ์ ฝาครอบมีหลายแบบทั้งแบบสไลด์ แบบกด และแบบที่มีรูดื่ม ผู้ประกอบการควรเลือกถ้วยและฝาที่มีขนาดพอดีกัน ไม่หลุดง่าย และมีสัญลักษณ์ Food Grade ชัดเจน
ข้อควรระวังและข้อเสียของพลาสติกบรรจุภัณฑ์อาหาร

อันตรายเมื่อใช้ผิดประเภท
การใช้พลาสติกผิดประเภทอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้ ตัวอย่างเช่น การนำพลาสติกที่ไม่ทนความร้อน (เช่น PET หรือ PS) ไปใส่ในไมโครเวฟอาจทำให้พลาสติกละลายและปล่อยสารเคมีลงสู่อาหาร การใช้ PVC (เบอร์ 3) บรรจุอาหารมื้อร้อนอาจทำให้สาร Plasticizer ซึ่งเป็นสารที่ทำให้พลาสติกอ่อนตัว ปนเปื้อนลงสู่อาหาร การใช้ภาชนะที่มีรอยแตกร้าวหรือเสื่อมสภาพก็เป็นอันตรายเช่นกัน เพราะพลาสติกที่เสื่อมสภาพจะปล่อยสารเคมีได้ง่ายขึ้น ผู้บริโภคและผู้ประกอบการควรศึกษาคุณสมบัติของพลาสติกแต่ละประเภทก่อนใช้งานเสมอ
พลาสติกเก่า/มีรอยแตกร้าว
พลาสติกที่ถูกใช้งานมานานหรือมีรอยแตกร้าว ควรเปลี่ยนใหม่ทันที เพราะเมื่อพลาสติกเกิดรอยแตกร้าว จะเป็นที่สะสมของแบคทีเรียและเชื้อรา ซึ่งล้างออกได้ยาก นอกจากนี้ พลาสติกที่เก่ามากจะเริ่มสลายตัวและปล่อยสารเคมีได้มากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อสัมผัสความร้อน สัญญาณที่บ่งบอกว่าควรเปลี่ยนพลาสติกบรรจุภัณฑ์ ได้แก่ สีที่จางลงหรือเปลี่ยนสี มีกลิ่นพลาสติกรุนแรงขึ้น มีรอยแตกร้าวหรือบิดเบี้ยว และพื้นผิวที่เหนียวติดมือ การเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์เก่าทันทีจะช่วยป้องกันอันตรายจากสารเคมีและเชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การใช้ซ้ำ: ควรหรือไม่ควร?
คำถามที่พบบ่อยคือ ควรนำบรรจุภัณฑ์พลาสติกมาใช้ซ้ำหรือไม่ คำตอบขึ้นอยู่กับประเภทพลาสติกและสภาพของภาชนะ พลาสติก Food Grade อย่าง ดูกล่องพลาสติกใส่อาหาร ที่ทนความร้อนได้ดีเยี่ยม PP และ HDPE สามารถนำมาใช้ซ้ำได้หลายครั้งหากไม่มีรอยแตกร้าว สีเปลี่ยน หรือกลิ่นพลาสติกรุนแรง แต่ควรหลีกเลี่ยงการใช้ซ้ำกับขวด PET ที่ใช้บรรจุเครื่องดื่มแล้ว เพราะมีรูพรุนเล็กๆ บนผิวที่สะสมเชื้อแบคทีเรียได้ง่าย การใช้ซ้ำควรล้างด้วยน้ำร้อนและสบู่ทุกครั้ง ไม่ควรใส่อาหารคนละประเภทกับที่บรรจุครั้งแรก และควรเปลี่ยนเมื่อเริ่มมีสัญญาณเสื่อมสภาพ
ทางเลือกทดแทน: แก้ว สแตนเลส ซีรามิก
สำหรับผู้ที่ต้องการลดการใช้พลาสติก มีทางเลือกทดแทนที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภาชนะแก้ว เช่น ขวดแก้วและกล่องแก้ว เป็นตัวเลือกที่ดีมาก เพราะไม่ปล่อยสารเคมีใดๆ เข้าสู่อาหาร เหมาะสำหรับการเก็บอาหารในตู้เย็นและการอุ่นอาหารในไมโครเวฟ (แบบแก้วที่ระบุว่า Microwave Safe) ภาชนะสแตนเลส เช่น กล่องสแตนเลสและขวดน้ำสแตนเลส มีความแข็งแรงทนทาน ไม่เสื่อมสภาพง่าย เหมาะสำหรับพกพาอาหารและเครื่องดื่ม ภาชนะซีรามิก เช่น จาน ชาม หม้อ เหมาะสำหรับการใช้งานในครัวที่ต้องการความสวยงามและความปลอดภัยสูง แม้ทางเลือกเหล่านี้จะมีราคาสูงกว่าพลาสติกในระยะแรก แต่เมื่อพิจารณาระยะยาวแล้วคุ้มค่ากว่าทั้งในแง่สุขภาพและสิ่งแวดล้อม
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ถาม: พลาสติกเบอร์ 5 ปลอดภัยไหม?
ตอบ: พลาสติกเบอร์ 5 คือ PP (Polypropylene) ซึ่งถือว่าปลอดภัยสำหรับอาหารตามมาตรฐานสากล ทนความร้อนได้ถึง 130-140 องศาเซลเซียส พลาสติกเข้าไมโครเวฟได้ สามารถเข้าไมโครเวฟได้ (ถ้าฉลากระบุ) และไม่มี BPA ในการผลิต เป็นตัวเลือกที่แนะนำสำหรับภาชนะใส่อาหารที่ต้องทนความร้อน
ถาม: ขวดพลาสติกเก่าใช้ใส่อาหารได้ไหม?
ตอบ: ขวดพลาสติกเก่าที่ยังไม่เสื่อมสภาพ สะอาด ไม่มีรอยแตกร้าว สามารถนำมาใช้ซ้ำได้ โดยเฉพาะขวด HDPE หรือ PP แต่ไม่แนะนำให้ใช้ขวด PET ซ้ำ เพราะมีรูพรุนเล็กๆ บนผิวที่สะสมเชื้อแบคทีเรีย เมื่อขวดเริ่มมีสีเปลี่ยน กลิ่นเหม็น หรือรอยแตกร้าว ควรเปลี่ยนใหม่ทันที
ถาม: พลาสติกใส่อาหารร้อนได้ไหม?
ตอบ: ขึ้นอยู่กับชนิดพลาสติก PP (เบอร์ 5) ทนความร้อนได้สูงสุด (130-140°C) เหมาะสำหรับอาหารร้อน HDPE (เบอร์ 2) ทนได้ประมาณ 110-120°C เหมาะสำหรับอาหารร้อนระดับปานกลาง ส่วน PET (เบอร์ 1) และ PS (เบอร์ 6) ไม่เหมาะกับอาหารร้อนจัด เพราะจะอ่อนตัวและปล่อยสารเคมีได้
ถาม: ถุงพลาสติกใส่อาหารร้อนได้ไหม?
ตอบ: ถุง LDPE (เบอร์ 4) ทนความร้อนได้ประมาณ 80-100°C เหมาะสำหรับอาหารที่ยังไม่ร้อนมาก ส่วนถุง HDPE (เบอร์ 2) ทนความร้อนได้สูงกว่า แต่ไม่แนะนำให้ใส่อาหารร้อนจัดโดยตรง เพราะถุงอาจละลายติดอาหาร ควรอุ่นอาหารในภาชนะที่เหมาะสมแทน
ถาม: กล่องพลาสติกสีดำ ปลอดภัยไหม?
ตอบ: กล่องพลาสติกสีดำมักทำจาก PS หรือ PET ที่ใส่สีดำ ความปลอดภัยขึ้นอยู่กับชนิดเรซิ่นไม่ใช่สี ตรวจสอบสัญลักษณ์ตัวเลขด้านล่างกล่อง ถ้าเป็น PP (หมายเลข 5) ถือว่าปลอดภัยสำหรับอาหาร ถ้าเป็น PS (หมายเลข 6) ควรหลีกเลี่ยงการใส่อาหารร้อนมากๆ
ถาม: พลาสติกแบบไหนเหมาะสำหรับร้านอาหาร?
ตอบ: สำหรับร้านอาหาร แนะนำให้ใช้ PP vs PE vs PET ต่างกันอย่างไร เพราะทนความร้อนได้ดี เข้าไมโครเวฟได้ ปลอดภัยสำหรับอาหาร และรีไซเคิลได้ สำหรับเครื่องดื่มเย็น เลือก PET (เบอร์ 1) ที่มีฉลาก Food Grade ชัดเจน และควรหลีกเลี่ยงการใช้ PS (โฟม) ทั้งเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคและเพื่อสิ่งแวดล้อม
พร้อมสั่งผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติก Food Grade สำหรับธุรกิจของคุณ?
ดูตัวเลือกสั่งผลิตเฉพาะแบบ → | ติดต่อปรึกษาฟรี →

![พลาสติกคืออะไร? รู้จักประเภทและคุณสมบัติ [2026]](https://polyplastic.co.th/wp-content/uploads/2026/08/plastic-feature-new-resized-1024x576.jpg)
![ตารางเปรียบเทียบพลาสติก 7 ชนิด ฉบับเข้าใจง่าย [2026]](https://polyplastic.co.th/wp-content/uploads/2026/08/plastic-comparison-table-section-1-resized-1024x576.jpg)
![PP vs PE vs PET พลาสติกต่างกันอย่างไร เลือกใช้อะไรดี [2026]](https://polyplastic.co.th/wp-content/uploads/2026/08/pp-vs-pe-vs-pet-section-1-resized-1024x576.jpg)
![กล่องพลาสติกใส่อาหาร ทนร้อน เข้าไมโครเวฟ [2026]](https://polyplastic.co.th/wp-content/uploads/2026/08/food-containers-section-1-resized-1024x576.jpg)